1. ประหยัดจาก “การลดความเร็วรอบ” (Variable Speed Control)
นี่คือจุดที่ประหยัดไฟที่สุดครับ ตามกฎของพลังงาน (Affinity Laws) พลังงานที่มอเตอร์ใช้จะแปรผันตาม “กำลังสาม” ของความเร็วรอบ
- ยกตัวอย่าง: หากคุณใช้มอเตอร์เกียร์ตีน้ำ ถ้าคุณลดความเร็วรอบลงเหลือ 80% (เช่น จาก 27 รอบ เหลือประมาณ 21 รอบ) มอเตอร์จะกินไฟลดลงเกือบ 50% เลยทีเดียว
- ความจริง: ถ้าคุณเดินเครื่อง 100% ตลอดเวลา การมีอินเวอร์เตอร์อาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดไฟเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่จะช่วยเรื่องความนิ่งแทน
2. ประหยัดจาก “ช่วงออกตัว” (Soft Start)
ปกติเวลามอเตอร์เริ่มทำงานแบบเสียบปลั๊กตรง (Direct Online) มันจะกินกระแสกระชากสูงถึง 6-8 เท่า ของกระแสปกติ
- การใช้คนเวอร์เตอร์จะทำให้มอเตอร์ค่อยๆ ออกตัว (Ramp Up) อย่างนุ่มนวล ไม่เกิดการกระชากไฟกะทันหัน ซึ่งช่วยถนอมมิเตอร์ไฟและลดการเกิดค่าไฟส่วนเกิน (Peak Demand) ได้ดีมาก
3. ยืดอายุเครื่องจักร (Mechanical Saving)
การที่เครื่องจักรไม่ต้อง “กระชาก” ตอนสตาร์ท และไม่ต้องวิ่ง “เต็มสูบ” ในจังหวะที่ไม่จำเป็น ช่วยลดความร้อนในตัวมอเตอร์และลดแรงกระแทกในชุดเกียร์
- สำหรับคุณที่ใช้ มอเตอร์เกียร์ 27 รอบ/นาที การมีอินเวอร์เตอร์จะช่วยให้ฟันเฟืองเกียร์สึกหรอน้อยลง ประหยัดค่าซ่อมบำรุงไปได้อีกเยอะครับ
ตารางเปรียบเทียบ: ใช้ VS ไม่ใช้
| หัวข้อ | ต่อตรง (No Inverter) | มีอินเวอร์เตอร์ (With Inverter) |
| การกินไฟช่วงออกตัว | กระชากสูงมาก (ไฟตก/มิเตอร์หมุนจี๋) | นุ่มนวล ค่อยๆ เพิ่มระดับ |
| การปรับความเร็ว | ทำไม่ได้ (วิ่งรอบเดียวตลอด) | ปรับได้ตามความเหมาะสมของหน้างาน |
| ความร้อนสะสม | สูง (ถ้าภาระงานหนักตลอดเวลา) | ต่ำกว่า เพราะคุมกระแสได้แม่นยำ |
| การประหยัดไฟ | 0% | 10% – 50% (ขึ้นอยู่กับการลดความเร็ว) |

